น้ำมันมะกอกไขมันมหัศจรรย์จากธรรมชาติ เคล็ดลับสุขภาพและรสชาติที่คุณไม่ควรมองข้าม
สำหรับผู้ที่ใส่ใจในสุขภาพและชื่นชอบการทำอาหาร คงจะคุ้นเคยกับชื่อของ “น้ำมันมะกอก” เป็นอย่างดี เพราะนี่คือหนึ่งในขุมทรัพย์แห่งไขมันดีที่ธรรมชาติมอบให้ ซึ่งไม่เพียงแต่เพิ่มรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ให้กับเมนูโปรดของคุณเท่านั้น แต่ยังอัดแน่นไปด้วยคุณประโยชน์ต่อร่างกายอย่างน่าทึ่ง วันนี้เราจะพาคุณมาทำความรู้จักกับน้ำมันมะกอกให้มากขึ้น ทั้งในแง่ของประเภท วิธีการเลือกใช้ และประโยชน์ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน
น้ำมันมะกอกคืออะไร? ทำไมจึงสำคัญต่อสุขภาพ?
น้ำมันมะกอก (Olive Oil) คือ น้ำมันที่สกัดจากผลมะกอก (Olea Europaea) ซึ่งเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในแถบเมดิเตอร์เรเนียน เช่น อิตาลี สเปน และกรีซ ผลมะกอกจะถูกนำมาสกัดเพื่อให้ได้น้ำมันที่มีรสชาติและคุณค่าทางอาหารเฉพาะตัว ซึ่งถูกใช้ในการประกอบอาหารมานานหลายพันปี และเป็นหัวใจสำคัญของ "อาหารเมดิเตอร์เรเนียน" ที่ทั่วโลกยอมรับว่าดีต่อสุขภาพ
น้ำมันมะกอกสำคัญต่อสุขภาพอย่างไร?

หัวใจสำคัญที่ทำให้ น้ำมันมะกอก ได้รับความนิยม คือ องค์ประกอบของกรดไขมัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (Monounsaturated Fatty Acids) หรือที่รู้จักกันในชื่อ โอเมก้า 9 (Oleic Acid) ซึ่งมีปริมาณสูงมาก (ประมาณ 55-83%) ไขมันชนิดนี้มีส่วนช่วยในการจัดการระดับคอเลสเตอรอลในเลือด โดยจะช่วยลดระดับไขมันเลว (LDL) และรักษาระดับไขมันดี (HDL) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการดูแลสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด
นอกจากนี้ น้ำมันมะกอก โดยเฉพาะชนิดที่ไม่ผ่านการกลั่น ยังอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพ เช่น โพลีฟีนอล (Polyphenols) และวิตามินอี (Vitamin E) ซึ่งช่วยปกป้องเซลล์ร่างกายจากการถูกทำลายโดยอนุมูลอิสระ ลดการอักเสบ และอาจช่วยลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรังหลายชนิด
รู้จักประเภทของน้ำมันมะกอกและการใช้งาน

น้ำมันมะกอกมีหลายประเภท โดยแต่ละชนิดจะต่างกันที่กระบวนการสกัดและคุณภาพ ซึ่งมีผลต่อรสชาติ กลิ่น และจุดเดือดของน้ำมันมะกอก โดยแบ่งประเภทหลัก ๆ ได้ดังนี้
1. น้ำมันมะกอกเอ็กซ์ตร้าเวอร์จิน (Extra Virgin Olive Oil - EVOO)
เป็นน้ำมันมะกอกที่มีคุณภาพดีที่สุด สกัดด้วยวิธีด้วยการบีบเอาน้ำมันออกจากมะกอกสด ๆ ซึ่งจะเป็นน้ำมันที่ได้จากการบีบครั้งแรก โดยไม่ผ่านความร้อนหรือสารเคมี ทำให้คงคุณค่าทางโภชนาการสูงสุด
- รสชาติ/กลิ่น: มีกลิ่นและรสชาติเข้มข้น หอมมะกอกชัดเจน มีรสเผ็ดเล็กน้อย (Peppery Finish) ซึ่งบ่งบอกถึงปริมาณโพลีฟีนอลที่สูง
- การใช้งาน: เหมาะสำหรับใช้ในเมนูที่ไม่ผ่านความร้อน เช่น ทำน้ำสลัด (Dressing), จิ้มขนมปัง, เหยาะบนซุปหรืออาหารหลังปรุงเสร็จ เพื่อรักษาสารอาหารและรสชาติที่ดีที่สุด ไม่ควรใช้ความร้อนสูง เพราะจุดเดือนค่อนข้างต่ำ และจะทำให้เสียคุณค่าทางโภชนาการ
ดูรายละเอียดและสั่งซื้อสินค้าที่นี่
2. น้ำมันมะกอกเวอร์จิน (Virgin Olive Oil - VOO)
เป็นน้ำมันมะกอกที่ได้ด้วยการบีบเอาน้ำมันออกมาเหมือนกันกับ Extra Virgin แต่มีความเป็นกรดสูงกว่าเล็กน้อย มีคุณภาพรองลงมาเล็กน้อย แต่ยังให้คุณค่าทางโภชนาการที่ส่งผลดีต่อสุขภาพเหมือนกัน
- รสชาติ/กลิ่น: มีรสชาติและกลิ่นของมะกอกที่ชัดเจนและเผ็ดปลายลิ้น แต่ไม่เข้มข้นเท่า Extra Virgin
- การใช้งาน: เหมาะสำหรับนำมาผัดอาหารที่ไม่ใช้ความร้อนมาก หรือนำมาหมักเนื้อสัตว์ก่อนปรุง
3. น้ำมันมะกอกแบบผสม/น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ (Pure Olive Oil หรือ Refined Olive Oil)
เป็นน้ำมันมะกอกที่ผ่านการกลั่น (Refined Olive Oil) ผสมกับน้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ (Virgin Olive Oil) เพื่อให้ได้คุณค่าทางสารอาหารที่ใกล้เคียงกับน้ำมันมะกอก Extra Virgin แต่จะสามารถทนความร้อนได้ดีขึ้น ทำให้น้ำมันค่อนข้างใส
- รสชาติ/กลิ่น: รสชาติอ่อนลง และมีความเป็นกลาง
- การใช้งาน: เนื่องจากสามารถทนต่อความร้อนได้สูงขึ้น จึงเหมาะสำหรับการประกอบอาหารที่ต้องใช้ความร้อนปานกลางถึงสูง เช่น การผัด, การทอด หรือการอบ
4. น้ำมันกากมะกอก (Olive Pomace Oil)
เป็นน้ำมันมะกอกที่ได้จากการสกัดซ้ำจากกากมะกอกที่เหลือจากกระบวนการแรก แล้วนำไปผ่านความร้อนและกรรมวิธีทางเคมี
- รสชาติ/กลิ่น: ไม่มีกลิ่นและรสชาติ
- การใช้งาน: เหมาะสำหรับการประกอบอาหารที่ใช้เวลานาน การทอดหรือใช้งานในปริมาณมากในร้านอาหาร
ดูรายละเอียดและสั่งซื้อสินค้าที่นี่
ประโยชน์ของน้ำมันมะกอกที่คุณไม่ควรมองข้าม

น้ำมันมะกอกไม่ได้ดีแค่เรื่องรสชาติ แต่ยังเป็น “อาหารเพื่อสุขภาพ” ที่ได้รับการยอมรับทั่วโลกจากทั้งนักโภชนาการและแพทย์ เช่น
- ดีต่อหัวใจและหลอดเลือด
กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวในน้ำมันมะกอกช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL) และเพิ่มคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) จึงช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดอุดตัน
- เสริมสุขภาพสมอง
สารต้านอนุมูลอิสระในน้ำมันมะกอกช่วยป้องกันการเสื่อมของเซลล์สมอง และมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงของโรคอัลไซเมอร์
- ดีต่อระบบย่อยอาหาร
น้ำมันมะกอกมีส่วนในการช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบขับถ่ายและบรรเทาอาการท้องผูก
- ลดการอักเสบ
น้ำมันมะกอกอุดมไปด้วยสารโพลีฟีนอล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โอลิโอแคนทัล (Oleocanthal) มีฤทธิ์คล้ายยาแก้อักเสบอ่อน ๆ ช่วยลดอาการอักเสบในร่างกาย
- บำรุงผิวและเส้นผม
น้ำมันมะกอกอุดมด้วยวิตามินอีและสารต้านอนุมูลอิสระ สามารถใช้เป็นมอยส์เจอไรเซอร์บำรุงผิวให้ชุ่มชื้น ลดริ้วรอย และใช้หมักผมเพื่อเพิ่มความแข็งแรงและความเงางาม
“น้ำมันมะกอก” ไม่ได้เป็นเพียงแค่น้ำมันประกอบอาหาร แต่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ ให้ความอร่อย และความงามที่มาจากธรรมชาติอย่างแท้จริง การเลือกใช้น้ำมันมะกอกที่เหมาะสมกับแต่ละประเภทของอาหารไม่เพียงช่วยเพิ่มรสชาติ แต่ยังช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์มากมาย
อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม
- มะกอก กับเสน่ห์รสชาติจากธรรมชาติที่คุณไม่ควรพลาด
- ขิงดอง: วัตถุดิบดั้งเดิมช่วยเติมเสน่ห์ให้กับทุกจานอาหาร
อ้างอิง
