Brie Cheese คืออะไร? รู้จัก “บรีชีส” ชีสนุ่มสไตล์ฝรั่งเศสที่คนรักชีสต้องลอง
หากพูดถึงชีสที่มีรสชาติละมุน เนื้อสัมผัสนุ่มครีมมี่ และให้ความรู้สึกพรีเมียมทุกครั้งที่รับประทาน หนึ่งในชื่อที่หลายคนนึกถึงคือ Brie Cheese หรือที่คนไทยนิยมเรียกว่า “บรีชีส” ชีสชนิดนี้ถือเป็นหนึ่งในชีสยอดนิยมจากประเทศฝรั่งเศสที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก ด้วยเอกลักษณ์ของผิวสีขาวนวล เนื้อด้านในนุ่มละมุน และรสชาติที่หอมมันอย่างเป็นธรรมชาติ จึงเหมาะทั้งสำหรับรับประทานเล่น จัดเสิร์ฟบนชีสบอร์ด หรือใช้เป็นวัตถุดิบเพิ่มความพิเศษให้กับเมนูอาหารหลากหลายสไตล์
ในบทความนี้ จะพาคุณไปรู้จัก “บรชีส” ตั้งแต่ต้นกำเนิด แหล่งที่มาของชีสชนิดนี้ วิธีการทานให้อร่อย และประโยชน์ที่น่าอัศจรรย์ของชีสชนิดนี้
- Brie Cheese คืออะไร? ทำมาจากอะไรกันแน่?
- ต้นกำเนิดของ บรีชีส (Brie Cheese)
- Brie Cheese มีลักษณะอย่างไร? มีลักษณะเฉพาะที่มีความแตกต่าง
- Brie vs. Camembert ต่างกันอย่างไร? คู่แฝดผิวขาวที่ดูคล้าย แต่มีเสน่ห์ต่างกัน
- ประโยชน์ของ Brie Cheese
- วิธีเก็บรักษา Brie Cheese ให้คงคุณภาพที่ดีไว้
- ไอเดียการรังสรรค์เมนูจาก Brie Cheese: ทำอะไรได้บ้าง?
Brie Cheese คืออะไร? ทำมาจากอะไรกันแน่?
Brie Cheese หรือ บรีชีส เป็นชีสประเภทเนื้อนุ่ม (Soft Cheese) ที่มีต้นกำเนิดมาจากแคว้นบรี (Brie) ประเทศฝรั่งเศส เอกลักษณ์ที่โดดเด่นที่สุดคือ "เปลือกสีขาว" (White Mold Rind) ที่ห่อหุ้มเนื้อชีสสีครีมอยู่ภายใน ซึ่งเกิดจากเชื้อราตระกูล Penicillium Camemberti ที่ปลอดภัยและทานได้
มีความเข้าใจผิดในกลุ่มผู้เริ่มต้นทานชีสบางท่านว่า บรีชีส ทำมาจากนมแกะ แต่ในความเป็นจริงแล้ว Brie แบบดั้งเดิมทำมาจาก "นมวัว" (Cow’s Milk) เป็นหลัก โดยใช้กรรมวิธีแบบธรรมชาติในการบ่มจนได้รสชาติที่มีความมัน (Creamy) และมีกลิ่นหอมคล้ายเห็ดหรือถั่วจาง ๆ ซึ่งต่างจากชีสที่ทำจากนมแกะ (เช่น Roquefort หรือ Manchego) ที่มักจะมีกลิ่นและรสชาติที่เข้มข้นหรือเผ็ดร้อนกว่า
ต้นกำเนิดของ บรีชีส (Brie Cheese)

ชื่อของ “Brie” มีที่มาจากแคว้น Brie ในประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นพื้นที่ดั้งเดิมหรือต้นกำเนิดที่ขึ้นชื่อเรื่องการผลิตชีสชนิดนี้มายาวนาน โดยบรีชีสได้รับความนิยมแพร่หลายไปหลายประเทศ และหลายประเทศยังผลิตบรีชีสในแบบฉบับของประเทศของตนเอง ทั้งประเทศเดนมาร์กหรือในสหรัฐอเมริกา ซึ่งอาจมีรสชาติและเนื้อสัมผัสที่แตกต่างกันออกไป
Brie Cheese มีลักษณะอย่างไร? มีลักษณะเฉพาะที่มีความแตกต่าง
- เนื้อสัมผัส (Texture): ผิวด้านนอกสีขาวนวลเรียกว่า Bloomy Rind ซึ่งเกิดจากจุลินทรีย์ที่ใช้ในกระบวนการบ่มชีส ผิวส่วนนี้สามารถรับประทานได้ ด้านในของบรีชีสจะมีเนื้อสัมผัสนุ่ม ครีมมี่ และเมื่ออยู่ในอุณหภูมิห้องหรือผ่านความร้อนเล็กน้อย เนื้อชีสจะยิ่งนุ่มละลาย มีความเยิ้มคล้ายเนยสด ให้รสชาติหอมมัน ละมุน
- รสชาติ: รสชาติของบรีชีสอาจแตกต่างกันไปตามระยะเวลาการบ่ม หากบ่มไม่นานจะให้รสชาติอ่อน นุ่ม และทานง่าย เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นทานชีส แต่หากบ่มนานขึ้น รสชาติจะเข้มข้นขึ้น มีกลิ่นหอมชัดเจน และให้มิติของรสชาติที่ซับซ้อนมากขึ้น
Brie vs. Camembert ต่างกันอย่างไร? คู่แฝดผิวขาวที่ดูคล้าย แต่มีเสน่ห์ต่างกัน
แม้ว่ามองภายนอก Brie Cheese (บรีชีส) และ Camembert (กามองแบร์) จะมีเปลือกสีขาวนวลที่เกิดจากเชื้อราประเภทเดียวกันจนแทบแยกไม่ออก แต่ในฐานะคนรักชีส (Cheese Lover) มีจุดหลักที่ทำให้สองพี่น้องนี้แตกต่างกันอย่างมีเอกลักษณ์ ดังนี้
1. รสชาติและสัมผัส (Flavor & Texture)
- Brie: มีส่วนผสมของครีมหรือไขมันนมที่สูงกว่า (มักถูกเรียกว่า Double หรือ Triple Cream) ทำให้รสชาติมีความ "นุ่มนวล มัน และละมุน" เหมือนเนยสด กลิ่นไม่แรงมาก มีรสชาติที่อ่อนกว่า
- Camembert: มีรสชาติที่ "เข้มข้นและชัดเจน" กว่า มักจะมีกลิ่นอายของดิน (Earthy) กลิ่นเห็ดที่แรงกว่า และมีความเค็มนำเล็กน้อย สัมผัสจะค่อนข้างแน่นกว่าบรีเล็กน้อย
2. กรรมวิธีการผลิตและขนาด
- Brie: มักจะทำเป็นวงล้อขนาดใหญ่ (Diameter ประมาณ 9-14 นิ้ว) แล้วจึงนำมาตัดแบ่งขายเป็นชิ้นสามเหลี่ยม การที่ก้อนใหญ่ทำให้กระบวนการบ่มเป็นไปอย่างช้า ๆ ส่งผลให้รสชาติมีความคงที่และนุ่มนวล
- Camembert: โดยทั่วไปจะทำเป็นก้อนกลมขนาดเล็ก (Diameter ประมาณ 4-5 นิ้ว) และมักจะวางขายทั้งก้อนในกล่องไม้ เนื่องด้วยขนาดที่เล็กกว่า ทำให้การบ่มเข้าถึงเนื้อในได้เร็วกว่า รสชาติจึงพัฒนาไปสู่ความเข้มข้นได้ไว
ประโยชน์ของ Brie Cheese
การรับประทาน Brie Cheese ในปริมาณที่เหมาะสม ไม่เพียงแต่สร้างความสุขในการรับรส แต่ยังให้คุณค่าทางโภชนาการที่จำเป็นต่อร่างกาย ดังนี้:
- แหล่งโปรตีนและแคลเซียมสูง: ช่วยในการเสริมสร้างมวลกระดูกและฟันให้แข็งแรง รวมถึงซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย
- วิตามินบี 12: บรีชีสอุดมไปด้วยวิตามิน B12 ซึ่งมีความสำคัญต่อระบบประสาทและการสร้างเม็ดเลือดแดง
- โซเดียมต่ำกว่าชีสชนิดแข็ง: เมื่อเทียบกับชีสอย่างพาร์เมซานหรือเชดดาร์ บรีชีสมักจะมีปริมาณโซเดียมที่น้อยกว่าในสัดส่วนที่เท่ากัน
- มีจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์: กระบวนการบ่มช่วยให้เกิดจุลินทรีย์ที่ส่งผลดีต่อระบบขับถ่าย (ในบางประเภท)
วิธีเก็บรักษา Brie Cheese ให้คงคุณภาพที่ดีไว้

เพื่อให้ Brie Cheese คงรสชาติและเนื้อสัมผัสที่ดีที่สุด ควรเก็บไว้ในตู้เย็นที่อุณหภูมิเหมาะสม และห่อด้วยกระดาษสำหรับชีส (Cheese Paper) หรือกระดาษไขก่อนใส่ภาชนะปิดสนิท เพื่อช่วยให้ชีสยังคงหายใจได้และไม่แห้งจนเกินไป
ก่อนรับประทาน แนะนำให้นำ Brie Cheese ออกจากตู้เย็นประมาณ 20-30 นาที เพื่อให้ชีสคลายความเย็นและมีเนื้อสัมผัสนุ่มขึ้น วิธีนี้จะช่วยให้กลิ่นและรสชาติของชีสชัดเจนยิ่งขึ้น
ไอเดียการรังสรรค์เมนูจาก Brie Cheese: ทำอะไรได้บ้าง?

บรีชีส เป็นวัตถุดิบที่ยืดหยุ่นสูง (Versatile) สามารถนำไปประกอบอาหารได้ทั้งคาวและหวาน หรือจะทานสด ๆ ก็ยอดเยี่ยม:
- Classic Cheese Board: จัดวางบรีชีสคู่กับผลไม้รสเปรี้ยวอมหวาน เช่น องุ่นเขียว สตรอว์เบอร์รี หรือแอปเปิลเขียว เพิ่มความกรุบกรอบด้วยอัลมอนด์หรือวอลนัท และตัดรสด้วยแครกเกอร์โฮลวีท
- Baked Brie: เมนูยอดฮิตสำหรับปาร์ตี้ เพียงนำบรีชีสทั้งก้อนเข้าเตาอบจนข้างในละลาย ราดด้วยน้ำผึ้ง หรือแยมแอปริคอต โรยด้วยโรสแมรี่สด ทานคู่กับขนมปังฝรั่งเศส (Baguette) ที่ปิ้งจนกรอบ
- Gourmet Sandwich: สไลด์บรีชีสเป็นแผ่นบาง ๆ วางลงในแซนด์วิชควบคู่กับแฮมคุณภาพเยี่ยม (เช่น Parma Ham) และผักร็อกเก็ต เพิ่มซอสทรัฟเฟิลเล็กน้อยเพื่อยกระดับรสชาติให้มีความเป็นพรีเมียมมากขึ้น
Brie Cheese หรือ บรีชีส เป็นชีสสไตล์ฝรั่งเศสที่โดดเด่นด้วยเนื้อสัมผัสนุ่มครีมมี่ รสชาติละมุน และกลิ่นหอมเฉพาะตัว เหมาะสำหรับทั้งผู้ที่เริ่มต้นทานชีสและผู้ที่ชื่นชอบชีสเป็นพิเศษ สามารถนำไปใช้ได้หลากหลายเมนู ตั้งแต่ชีสบอร์ด แซนด์วิช เบอร์เกอร์ พาสต้า สลัด ไปจนถึงเมนูอบสุดพรีเมียม
หากคุณกำลังมองหา Brie Cheese คุณภาพสูงที่คัดสรรมาอย่างดีจากแหล่งผลิตชั้นนำ เพื่อนำไปรังสรรค์เมนูโปรด สามารถเลือกชมรายละเอียดสินค้าและสั่งซื้อออนไลน์ได้ที่ Shop Siam Food Services
อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม
- บลูชีส (Blue Cheese) คืออะไร ทำไมถึงได้รับความนิยมถึงแม้จะมีกลิ่นแรง
- ไขความลับ ชีสนมแพะ: ทางเลือกเพื่อสุขภาพที่รสชาติไม่ธรรมดา
- Mascarpone Cheese คืออะไร? รู้จักชีสเนื้อเนียนสุดพรีเมียมที่สายเบเกอรี่ต้องหลงรัก
อ้างอิง
